การเปลี่ยนผ่าน กับความวุ่นวายของการเข้าสู่ยุค USB Type-C ต้องพึ่งตัวแปลง

การพัฒนาของฝั่งมือถือ นอกจากหูฟังแบบ 3.5 มม. จะกลายเป็นพอร์ต Lightning Connector ที่ต้องแปลงเป็น 3.5 มม. แล้ว ส่วนพอร์ตชาร์จมือถือ และโน้ตบุ๊ก โดยเฉพาะ Macbook ก็เปลี่ยนจาก MicroUSB ที่ใช้เป็นมาตรฐานมาหลายปี กลายมาเป็น USB Type-C ทำให้หลายคน หันมาซื้อสายชาร์จที่มี 2 หัวคือ USB Type-C และ Lightning หรือ 3 หัว คือมี Micro USB ด้วยusb-typec-micro-usb-adapter-1

ฝั่ง USB Type-C เนี่ย ถ้ามี adapter มาในกล่องเลยก็จะไม่มีปัญหา เพราะจะได้ใช้สาย Micro USB เดิมต่อกับพอร์ต USB Type-C ได้ หลายคนหาอแดปเตอร์แปลง Micro-USB เป็น USB-C เพราะยังไงเราก็มีสาย Micro-USB เยอะอยู่ อย่างน้อยๆ คุณก็ต้องใช้ชาร์จ Power Bank แหล่ะ แม้ว่าชีวิตจะเป็น iOS จ๋ามาตลอดก็ตาม แต่ต่อไปจะมี USB Type-C to Micro-USB adapter ให้เราพกติดตัว เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน จำได้ว่า 10 ปีก่อนเราใช้พอร์ต Mini USB แบบที่เสียบกับ External Harddisk สมัยก่อน แต่พอใช้มือถือ Android ก็ใช้ Micro USB

usb-typec-micro-usb-adapter-5

แต่ปัญหาคือ ไม่ใช่แค่ใช้อแดปเตอร์ต่อแปลง Micro-USB เป็น USB-C น่ะสิ เพราะมีเรื่อง ความเร็วที่ดรอปลง

  • ส่วนใหญ่จะเป็น USB 2.0 แม้จะใช้ USB Type-C เพื่อเชื่อมต่อ USB 3.1 แต่การโอนถ่ายข้อมูลถูกจำกัดไว้ที่
  • 480Mbit/s บางอแดปเตอร์รองรับ USB 3.0 แต่ก็ไม่ได้เร็วเท่า USB 3.1 ตอนซื้อก็ต้องพิจารณาสักนิด
  • อแดปเตอร์บางอันมี resistor 56kΩ จำกัดกระแสหรือแรงดันไฟเมื่อใช้กับ USB Type-A บน laptop หรือ AC adapter
  • ถ้ามือถือรองรับ Qualcomm Quick Charge อแดปเตอร์น่าจะโอเค
  • ถ้ากลัวหายก็ซื้อไว้หลายอัน
  • USB Type-C เสียบกลับด้านได้ แต่ Micro-USB ไม่ใช่ ตรวจสอบดีๆ

อ่านเพิ่มที่ androidcentral

แสดงความคิดเห็น